Posts

Showing posts from September, 2011

Modem, Router, Switch, Hub, AccessPoint ?????

Image
เรื่องของ Modem, Router, Switch, Hub, Access Point ที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตครับ ใครใช้ของพวกนี้อยู่ก็คงคุ้นๆหูกันบ้างครับ แต่ปัญหามันอยู่ที่ชื่อของมันถูกเรียกกันปนเปไปมา จนแทบจะไม่รู้เลยว่า มันเหมือนกันหรอ? หรือว่าเรียกได้หลายชื่อ? แล้วถ้าไม่เหมือนแต่ละอันมันคืออะไรล่ะ?? คำตอบก็อยู่ในนี้แล้วครับ Modem เป็นอุปกรณ์สำหรับแปลงสัญญาณครับ ถ้าเป็นเน็ตทั่วๆไปตามบ้าน(ADSL) สัญญาณ Internet ก็จะถูกส่งสัญญาณมากับสัญญาณโทรศัพท์บ้านของเรานี่แหละครับ ถ้าเราอยากส่งข้อมูล(เล่นเน็ต) ผ่านสายนี้ เราต้องทำการแปลงสัญญาณด้วย Modem ครับ ถ้าใครเคยใช้ Internet แบบ Dial-up ก็เป็นลักษณะนี้เช่นกัน จะใช้ก็ต้องต่อสายโทรศัพท์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วก็ส่งสัญญาณไป เพียงแต่ว่าสัญญาณที่มาช้ากว่า ADSL มาก แล้วก็ไม่สามารถใช้งานแบบคู่สายเหมือน ADSL ที่โทรไปด้วยเล่นไปด้วยได้เหมือนปัจจุบัน Router อุปกรณ์ที่ถูกเข้าใจผิดบ่อยที่สุดในบรรดาอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายทั้งหลาย บางคนก็คิดว่า มันคืออุปกรณ์กระจายสัญญาณ Wifi บางคนก็คิดว่ามันคือตัวรับสัญญาณ ADSL แต่หน้าที่จริงๆของ

VCD DVD HD

ผมว่าหลายๆคนคงดูหนังกันนะครับ ทั้งซื้อแผ่นมาหรือว่าโหลดตามเว็บต่างๆ ก็คงคุ้นหูกับ VCD,DVD,Hi-Def หรือว่าจะ Master ,Rip อะไรต่างๆพวกนี้ ก็เลยอยากแบ่งปันเผื่อใครที่ยังไม่รู้แล้วกันนะครับ เล่าให้ฟังแบบบ้านๆแล้วกัน... ขอพูดถึงแค่รูปแบบของหนังในระบบที่เป็น Digital แล้วนะครับ เทป VDO ข้ามไปเลยแล้วกัน ^^ VCD เป็นที่นิยมมากตามร้านเช่าหนังครับ ความจุ 700MB ดูหนังได้ประมาณชั่วโมงนิดๆ ก็หมดแผ่นแล้วครับ ดังนั้นหนังเรื่องนึงส่วนใหญ่ก็ใช้ไม่เกิน 2 แผ่น ยาวหน่อยก็ 3 อย่างเรื่อง Pearl Harbor หรือ The Lord of The Ring ครับ ความคมชัดจะน้อยครับ ความละเอียดสูงสุดอยู่ที่ 352x288 pixels ครับ ลองสังเกตด้วยตาง่ายๆ ตอนระหว่างการเคลื่อนไหวของภาพครับ จะเบลอกันอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว DVD ก็เป็นที่เห็นได้รองลงมาตามร้านเช่านะครับ โดยทั่วไปจะใช้แบบที่มีความจุ 4.7 GB คือ DVD5 (มี DVD9 ความจุประมาณ 8.4 GB ด้วย) หนังที่เก็บจะมีคุณภาพมากขึ้น และสามารถเก็บเพียงพอในแผ่นเดียวได้ ความละเอียดจะเป็น 480p หรือ 720x480 pixels (อ้อ อย่าเข้าใจผิดว่าตัว p หลัง 480p เป็น pixel นะ มันไม่ใช่ เดี๋ยวจะพูดถึงทีหลัง) นอกจากจะเพิ่มคุณภ

สาวก Google

Image
พักการ update blog มาหลายวันเหมือนกัน วันนี้ก็มา Review Google Application ที่ผมใช้อยู่เป็นประจำกันหน่อย สาระของ blog ในวันนี้ไม่มีอะไรครับ เขียนเล่นๆ ออกแนวเล่าสู่กันฟังมากกว่า.. เห็นหลายๆคนเป็นสาวกของค่าย Apple ครับ ผมก็เลยเพิ่งสังเกตเห็นว่าตัวเองก็เป็นสาวกเหมือนกัน แต่เป็นสาวกฝั่ง Google นะ ^^ ก็มาลองดูครับว่ามีใครเป็นสาวกพี่กูเหมือนผมบ้าง Google Search Engine บริการแรกของ Google ที่ผมรู้จักก็ว่าได้ และคิดว่าเป็นอย่างแรกที่นึกถึงเมื่อพูดถึง Internet เมื่อครั้งยังเด็ก เป็นเว็บที่สามารถหาข้อมูลได้ง่ายที่สุด ตอนนั้นจะชอบมากกับปุ่ม "ดีใจจัง ค้นแล้วเจอเลย" มาก เพราะเน็ตก็ช้าแล้วก็ขี้เกียจเลือก คิดแบบเด็กๆอ่ะนะ^^ การพัฒนาการค้นหาได้ดีขึ้น หารูปภาพ หาหนังสือ หรืออื่นๆได้เก่งทีเดียว ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายมากขึ้น เร็วมากขึ้น เร็วกว่าต้องไปนั่งค้นหนังสือตามห้องสมุด ตามร้านหนังสือ (แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังสือก็ให้คำตอบที่ตรงใจกว่าเป็นบางที) ก็เลยทำให้หลายๆคนโดนใจกับสิ่งนี้ของพี่กูของเราทีเดียว Google Translate   สำหรับหลายๆคนที่ไม่แข็งเรื่องภาษาอังกฤษ รวมถึง

[Android] ตั้งค่า App. ให้ลง Mem. แบบ default

Image
หลายๆ คนอาจจะเคยประสบกับปัญหา Mem. เครื่องเต็ม ลงโปรแกรมเพิ่มไม่ได้แล้ว ซึ่งปกติถ้าใช้จนเหลือน้อยกว่า 20 MB Android ก็จะเตือนว่าเต็มแล้ว วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นก็คือ ลง App2SD ซึ่งเป็นโปรแกรมที่จะย้ายโปรแกรมของเราไปที่ Memory Card ให้ ถ้าทำได้นะ เพราะบางโปรแกรมก็ไม่ยอมให้ย้าย ใช้ไปใช้มาระยะหนึ่งก็จะรู้ว่า แม้ว่าเราจะย้ายไปแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังมีการเก็บอะไรบางอย่างไว้ที่ Mem. เครื่องของเราอยู่ดี ไอ้ตรงนี้แหละ ทำให้มันเต็มโดยเราไม่รู้ตัว วันนี้ ผมก็เลยมีวิธีอีกวิธีหนึ่งมาเสนอ เป็นการเปลี่ยนค่า Default ของเครื่อง Android ของเราเลยครับ ทำให้โปรแกรมใหม่ที่เราลง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับ Mem. เครื่องอีกต่อไป ทั้งการแอบเก็บไฟล์ ทั้งไฟล์หลัก จะถูกเก็บใน Memory Card ทั้งหมดครับ เฮ....... 1. ก่อนอื่นก็เตรียมเครื่องมือให้พร้อมก่อนนะครับ (สำหรับ Developer ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลยนะครับ เพราะคงลง SDK เพื่อเขียนโปรแกรมบน Eclipse อยู่แล้ว ^^) Android SDK :  http://developer.android.com/sdk/index.html โหลดมาแล้วก็รัน SDK Manager.exe แล้วมันจะขึ้นให้ Install SDK platform นะครับ ก็กดๆไปได้เลย (รอนานหน่อยกว่า

PHP versus JSP

เรื่องราวในวันนี้ก็จะเป็นเรื่องของภาษาที่ใช้สำหรับทำเว็บ ในลักษณะ Server-side script ที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในปัจจุบันนี้นะครับ เริ่มต้นด้วย PHP ก่อนครับ PHP เป็นภาษาที่นิยมมากสำหรับการทำเว็บไซต์ทั่วไปครับ เหมาะกับผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรมสคริปต์สำหรับเว็บไซต์ ยิ่งถ้ารู้ syntax ภาษา C มาอยู่แล้วค่อนข้างจะศึกษาง่ายครับ และด้วยความนิยมก็ทำให้หาข้อมูลได้ไม่ยากครับ อีกทั้งสามารถหา Hosting ได้ง่าย ฟรีก็มี เสียตังก็ไม่แพงครับ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นภาษาที่รองรับการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object-Oriented Programming : OOP) แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีนัก  สำหรับ JSP แล้ว จะเป็นสคริปต์ที่ทำงานบน J2EE ครับ ด้วยความสามารถที่เป็น Java นี่แหละทำให้สามารถรองรับได้หลายระบบปฏิบัติการ JSP จะเหมาะกับองค์กรใหญ่ๆ ที่มี server เป็นของตัวเอง และยังมีความปลอดภัยสูงก็เลยมักจะเจอในองค์กรใหญ่ๆ (ก็จะมีบ้างที่ใช้ ASP ของ Microsoft การทำงานคล้ายๆกัน แต่ ASP จะมี license ทำให้มี vendor มาดูแลเวลามีปัญหาครับ) โดยปกติแล้ว JSP จะทำงานร่วมกับ servlet และ bean ครับ จะทำให้ได้คุณสมบัติการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุแบบ MVC (Model-View

กำเนิด JAVA

Image
จาวา หรือ ชวา ที่เป็นชื่อกาแฟจากทางอินโดนีเซียมาเกี่ยวข้องกับ การเขียนโปรแกรมภาษาจาวาได้อย่างไร อย่างที่รู้กันดีว่า Java เป็นภาษาโปรแกรมที่มีต้นกำเนิดมาจากบริษัท Sun Microsystem, Inc. ซึ่งมีความต้องการที่จะพัฒนาภาษาที่สามารถทำงานได้โดยไม่ยึดติดกับระบบปฏิบัติการ (Cross-Platform) ซึ่ง James Gosling และทีมงานได้ตั้งชื่อภาษาใหม่นี้ว่า OAK เพราะบริเวณรอบๆที่ทำงานของเขานั้นเต็มไปด้วยต้นโอ้ค แต่ก็บังเอิญไปซ้ำกับชื่อบริษัท Oak Technologies ทำให้มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ ก็เลยต้องเปลี่ยนไปเป็น JAVA ซึ่งเป็นชื่อกาแฟที่เขาดื่มกันนั่นเอง แต่กว่าจะมาเป็นชื่อนี้ได้ก็เป็นที่ถกเถียงในหมู่ผู้อาวุโสของบริษัทนานพอสมควร จากนั้น Java Programming Language ก็ถือกำเนิดขึ้น และถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน การที่ Java สามารถทำงานข้าม platform ได้นั้น เครื่องที่จะรันจะต้องมี Java Virtual Machine (JVM) เพื่อเป็นตัวกลางระหว่างภาษาจาวาและภาษาเครื่องสำหรับแต่ละระบบปฏิบัติการ เมื่อ compiler จัดการกับโค้ดภาษาจาวาแล้วจะได้ไฟล์ไบต์โค้ด จากนั้น JVM จะแปลเพื่อแสดง output สำหรับแต่ละระบบปฏิบัติการ ที่ม

Netbeans IDE Profiler คืออะไร?

Image
หลายคนอาจเห็นเครื่องมือเกะกะๆ หลายๆอย่างบน Netbeans IDE วันนี้เลยขอนำเสนอ Profiler ซึ่งเป็นการรันโปรแกรมอีกรูปแบบหนึ่ง ทำอะไรได้บ้าง ไปดูกัน... บอกก่อนครับว่า Profiler เป็นการรันโปรแกรมโดยจะสามารถดูการทำงานของเธรด (Thread Monitoring) การใช้ CPU และการใช้ Memory ครับ ซึ่งจะสามารถดูรายละเอียดต่างๆเมื่อเวลาเปลี่ยนไป หรือเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ (Event) เกิดขึ้น เมื่อเรากด Profile และเลือก project ที่ต้องการแล้ว จะมีหน้าต่างขึ้นมาให้เราแบบนี้ครับ ซึ่งจะเป็นหน้าต่างให้เราเลือกว่าเราต้องการจะ Profile project ของเราแบบไหนครับ เลือกแล้วกด Run ก็จะมีการ run project ขึ้นมาครับ เหมือนเรารันปกตินั่นแหละ แต่ในตัว Netbeans จะมีการแสดงผลที่แตกต่างออกไปครับ คือมีหน้าจอให้เราดูว่าเมื่อเราทำอะไรกับโปรแกรมเราไปแล้ว จะมีผลลัพธ์อย่างไร ส่งผลอะไรต่อ Thread, CPU หรือ Memory ของเราอย่างไรบ้างครับ

Harddisk ที่หายไป

Image
เรื่องนี้หลายคนอาจจะรู้แล้ว อยากเขียนไว้อ่านเล่นๆ เผื่อเป็นความรู้ใหม่สำหรับคนอื่นๆนะครับ เคยลองสังเกตไหมว่าฮาร์ดดิสก์ของเรา(รวมถึงพวกแฟรชไดรว์ด้วยนะครับ) ต่างโฆษณาว่า เก็บความจุได้เท่านั้นเท่านี้ เช่น 320 GB บ้าง 500 GB บ้าง แต่พอลองมาใช้จริงๆแล้วความจุกลับไม่ถึงตามขนาดที่บอก ส่วนใหญ่จะน้อยกว่านิดหน่อยครับ ถามว่า ความจุส่วนที่หายไปล่ะ โดนหลอกรึเปล่า?? จริงๆแล้ว เป็นเรื่องของระบบตัวเลขที่ใช้ในการคำนวณที่แตกต่างกันของ บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ กับ ระบบปฏิบัติการครับ เราจะเอาขนาดที่เห็นจากบนเครื่องคอมของเราเทียบกับข้างกล่องว่ามันไม่เท่ากันไม่ได้ครับ เพราะมันแค่การคำนวณคนละแบบ ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ จะคำนวณหน่วยตามมาตรฐาน SI Unit ที่เราคุ้นหูกันตอนเรียนวิชาฟิสิกส์ครับ จะเป็นเรื่องของคำนำหน้าหน่วย (Prefix) ซึ่งคิดเป็นเลขฐาน 10 ดังนี้ครับ 1 Giga(G) = 1000 Mega(M) 1 Mega(M)  = 1000 Kilo(K) 1 Kilo(K) = 1000 unit ระบบปฏิบัติการ ก็อย่างที่รู้ๆกันก็คือ ระบบคอมพิวเตอร์จะคำนวณเป็น bit ครับ(8 bits = 1 byte) ซึ่งทำให้การคำนวณต้องเป็นลักษณะเลขฐาน 2 ดังนี้ครับ 1 Giga(G) = 1024 Mega(M) 1 Mega

ปัญหาขำๆ กับ User #2

6. เน็ตช้า ทำอะไรไม่ได้ กลายเป็นเรากระจอก เรื่องนี้สำหรับกรณีที่อยู่บ้าน หรือที่ๆไม่มีเน็ตแรงๆ อย่างดีก็ edge ครับ มันเกิดจากความไม่เข้าใจจาก User ของเราครับ ไม่เข้าใจถึงขั้น Internet มีความสำคัญยังไง ประมาณว่าใช้พิมพ์งาน เล่นเกมไพ่ แค่นั้นจบครับ หลายๆโปรแกรมมันก็สามารถลงได้โดยไม่ต้องต่อเน็ต แต่อย่างเช่น Antivirus ยังไงมันก็ต้อง Register ผ่านเว็บ หรือโหลด Update Virus ล่าสุดมาในการลงครั้งแรก เราก็พยายามลงให้นะครับ แต่มันไม่ไหวจริงๆ จากนั้น User ก็จะนิยามเราว่า "อ่อน" ครับ 7. Internet Explorer ลูกเดียว ถ้าได้ใช้ Windows แล้ว ยังไง Internet Explorer หรือ IE ก็ต้องติดมาด้วยอย่างแน่นอน User จะรู้จัก Web Browser แค่ตัวนี้ครับ และเคยชินกับมันพอสมควร เคยชินจนถึงขั้นที่เข้าใจผิดว่าโปรแกรมที่เล่นเว็บได้มีแค่ IE ครับ การขยับไปเล่น Firefox หรือ Chrome ก็เป็นอะไรที่ยากเหมือนกันนะครับ ถ้าถามว่าทำไมต้องเปลี่ยน browser ก็สืบเนื่องมาจากข้อแรกนะครับ เนื่องจากเน็ตมันช้า บางครั้ง IE ก็มีความสามารถน้อยที่จะเปิดหน้าเว็บด้วยความเร็วต่ำๆ ลองเปลี่ยนดูบ้าง เผื่อจะเล่นได้สะดวกขึ้น เป็นการแนะนำ Use

"G" evolution

Image
วันนี้อยากนำเสนอเรื่องราวของวิวัฒนาการของ "G" ที่เราได้ยินกันคุ้นหูนะครับ ลองมาดูกันว่า ตั้งแต่ 1G จนถึง 3G ที่มีในปัจจุบัน มันคืออะไรนะครับ ตัว "G" มาจาก "Generation" หรือยุคสมัย สำหรับการรับส่งข้อมูลในลักษณะสื่อ ไร้สาย ครับ 1G เป็นยุคของสัญญาณแบบ Analog ครับ คือส่งผ่านสัญญาณในลักษณะของคลื่นวิทยุ ไม่ได้มีการแปลงในรูปแบบของ Digital ใดๆครับ ทำให้สามารถทำได้แค่ส่งได้แค่เสียงไปครับ หรือง่ายๆก็คือ สามารถคุยโทรศัพท์กันได้เท่านั้น แต่ในยุคนี้โทรศัพท์มือถือก็ยังไม่ได้แพร่หลายนัก ส่วนใหญ่ก็ใช้โทรศัพท์บ้านซะส่วนใหญ่ (หรืออาจเพราะมือถือยุคนี้เครื่องมันใหญ่ก็เป็นได้นะ หุหุ)

ประสบการณ์ การฝึกงาน

Image
ก่อนที่จะได้รับการฝึกงาน ผมก็เป็นนักศึกษาสาขาคอมพิวเตอร์ที่มีความรู้ 'งูๆปลาๆ' คนนึง ก็ได้ยินเรื่องราวมาเยอะเกี่ยวกับการฝึกงาน ว่า เค้าไม่มีอะไรให้ทำหรอก ถ่ายเอกสารมั่ง เดินเอกสารมั่ง หรืออย่างหรูก็อาจจะได้ทำเว็บ ทำโปรแกรม Visual Basic (VB) แบบขำๆไป เพราะด้วยความที่คณะผมไม่มีการบังคับฝึกงาน แต่นักศึกษาสามารถทำเรื่องเองได้ ก็เลยลังเลใจว่าจะฝึกดีหรือไม่ฝึกดี แต่ความคิดฝ่ายดีชนะครับ ตกลงฝึกงานเพื่อหาประสบการณ์ อย่างน้อยใน Resume เราก็มีบรรทัดเพิ่มมาอีกนิดหนึ่งก็ยังดี ^^ ผมเข้ากับการฝึกงานที่บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) ครับ ได้ลงที่ Head Office ครับ ถ้าใครรู้จักตลาดหลังการบินไทย ก็หมายถึงตลาดหลัง Head Office การบินไทยนี่แหละ ในวันแรกๆ ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยประทับใจเท่าไร เพราะได้อยู่ในแผนกที่ไม่ตรงกับสาขาตัวเองเลย แผนกที่ได้ลงเค้าก็ไม่ค่อยมีงานในช่วงนั้น ทั้งเราทั้งพี่ๆเค้าก็ว่างๆกันหมด บอกให้เรานั่งดูเว็บของบริษัทศึกษาอะไรไปก่อน ตอนแรกๆก็ตื่นเต้น แต่บอกดูไปหลายชั่วโมงก็เริ่มเซ็งๆกับการคลิกไปๆมาๆเหมือนกัน -*- ก็เลยตกลงว่าจะไปคุยกับฝ่าย Human Resource เพื่อขอย้ายแผนกฝึก เค้าก

Facebook Comment

Recent Posts

Popular

ลืมรหัสปลดล็อค Android เข้าเครื่องไม่ได้ มีทางออกครับ

ความเร็วเน็ตที่แท้จริง Mbps MBps ???

[Android] เปิดเครื่องไม่ได้ โลโก้ค้าง (Boot Loop)

Portal คืออะไรกันนะ???

พิมพ์ซองจากรายชื่อ excel ด้วยวิธี Mail Merge

[Java] ความแตกต่างระหว่าง Overloading กับ Overriding

Push Notification คืออะไร มีวิธีทำอย่างไร (No Code)

[Java] Java Static Variable และ Static Method

[Android] Download Mode & Recovery Mode

เรื่องของ ++i กับ i++